https://www.singhaestate.co.th/en/s-blog/make-profit-with-real-estate

12312312

BACK
11 May 2020

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำกำไรได้อย่างไร

4 วิธีการทำกำไร ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ธุรกิจอสังหาก็ยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง เราจะสังเกตได้ว่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มักจะมีบริษัทย่อยที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดูแลธุรกิจอสังหาของกิจการโดยเฉพาะ เพราะข้อดีอย่างหนึ่งของธุรกิจอสังหา คือ สามารถนำสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเปล่า อาคารสำนักงาน ต่าง ๆ มาเป็น "หลักประกัน" สำหรับการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ ซึ่งช่วยทำให้เราสามารถเอาไปหมุนหรือลงทุนเพิ่มในกิจการอื่น ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินของเจ้าของเพิ่มเติม

หลายครั้งเราจึงเห็นการนำกำไรสะสมไปซื้อที่ดิน ซื้ออาคารเพิ่มของบริษัทต่าง ๆ นั่นเอง แล้วนอกจากอสังหาริมทรัพย์จะเป็นหลักประกันแล้ว หลาย ๆ ครั้งก็ยังเป็นโอกาสในการทำกำไรจากการทำธุรกิจอสังหาด้วยเช่นกัน

  1. ซื้อมาขายไป
    เป็นหลักการทำกำไรเบื้องต้นในการทำธุรกิจ ซึ่งก็รวมถึงธุรกิจอสังหาด้วยเช่นกัน การซื้อให้ถูกและขายให้แพงเป็นหลักการพื้นฐานในการทำธุรกิจที่ทุกคนรู้กัน แต่สำหรับธุรกิจอสังหาอาจจะต้องใช้ประสบการณ์ และเทคนิคมากกว่าธุรกิจอื่น ๆ อยู่ประมาณหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักการซื้อแล้วนำมาเพิ่มมูลค่าเล็กน้อยอย่างการตกแต่ง เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ ก็จะช่วยทำให้อสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้

    และอีกหนึ่งทางเลือกในการทำธุรกิจอสังหาที่ได้รับความนิยมก็คือ การเข้าประมูลทรัพย์ที่หลุดจำนอง เป็นการเข้าซื้อที่มักจะได้ราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด แล้วถ้าเรามีความชำนาญในพื้นที่ดังกล่าว ก็จะช่วยทำให้เราสามารถมองเห็นโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น

    แต่การซื้อมาขายไป ต้องอย่าลืมเรื่อง "ค่าใช้จ่าย" อื่น ๆ ที่แฝงในการทำธุรกรรมซื้อขายของอสังหาริมทรัพย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนองในกรณีที่ใช้บริการสินเชื่อกับสถาบันการเงิน รวมถึงภาษีต่าง ๆ ที่เราต้องระมัดระวังอีกด้วย
     
  2. ปล่อยเช่า
    อีกหนึ่งรูปแบบในการทำธุรกิจอสังหาที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ เพราะช่วยสร้าง "กระแสเงินสด (Cashflow)" ให้กับธุรกิจอสังหาของเราได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่ทำธุรกิจอยู่ นอกจากหลักประกันที่เราสามารถนำไปวางเพื่อขอสินเชื่อได้แล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างมากในการขออนุมัติสินเชื่อก็คือ "กระแสเงินสด (Cashflow)" เนื่องจากเป็นตัวสะท้อนความสามารถของธุรกิจที่เราทำอยู่ว่ามีความสามารถในการผ่อนชำระอยู่ในระดับใด ยิ่งมีกระแสเงินสดสูง วงเงินที่เราได้รับก็จะยิ่งสูงขึ้นนั่นเองทำให้หลายครั้ง เราจะเห็นว่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่มักจะมีอาคารสำนักงานเป็นของตัวเอง ทำให้ต้องมีการแตกบริษัทย่อยในการดูแลอาคารสำนักงานเข้ามา ซึ่งรายได้จากค่าเช่าที่

    ได้รับจากบริษัทแม่จะช่วยทำให้เราสามารถอนุมัติวงเงินสินเชื่อที่สูงขึ้น และสามารถนำเงินไปปล่อยกู้ต่อให้กับบริษัทในเครือได้ ก็จะช่วยทำให้ธุรกิจอื่น ๆ มีเงินลงทุนที่มากขึ้น
     
  3. ธุรกิจนายหน้า
    ในการทำธุรกิจอสังหาอีกรูปแบบหนึ่งที่เราจะเห็นกันบ่อยมากขึ้นก็คือ การเปลี่ยนตัวเองเป็นนายหน้า เนื่องจากเวลาที่เราทำธุรกิจอื่น ๆ เราจะรู้จักคนที่ต้องการซื้อและต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ หลักการทำธุรกิจอสังหาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การนำผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกันหรือที่เราเรียกกันว่า "นายหน้าอสังหาริมทรัพย์"

    "นายหน้าอสังหาริมทรัพย์" เป็นการสร้างกำไรโดยที่ไม่ต้องลงเงิน แต่ลงทุนในความสัมพันธ์กับคู่ค้าต่าง ๆ เมื่อคู่ค้าเราต้องการขายกิจการ สิ่งหนึ่งที่ต้องการอย่างแน่นอน คือ อสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงาน หาพื้นที่ตั้งสำนักงานใหม่ทั้งรูปแบบซื้อขาดหรือเช่าก็ตาม โดยทั่วไปแล้วค่านายหน้าที่เป็นมาตรฐานในวงการอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ 3% แต่อาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับตกลงกัน ทั้งนี้อาจจะสูงถึง 10% ก็เป็นได้ หากความต้องการอสังหาริมทรัพย์นั้นมีน้อย และเราสามารถหาคนยินดีที่จะซื้อมาได้นั่นเอง
     
  4. พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
    เมื่อเรามีประสบการณ์ในการทำธุรกิจอสังหามาสักระยะ การผันตัวเองเข้ามาเป็นเจ้าของโครงการก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นสามารถทำได้สูงมากกว่าการทำธุรกิจอสังหาในรูปแบบอื่น ๆ โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ 100% หรือที่จะเรียกกันว่า 1 เด้ง ในระยะเวลา 3 ปี ในกรณีที่เรามีลูกค้าในมือ มีความสัมพันธ์กับคู่ค้าอย่างผู้รับเหมาที่ดี ส่วนมากก็จะเริ่มจากการพัฒนาตึกแถว หรืออาคารพาณิชย์ในพื้นที่เล็ก ๆ ก่อน แล้วจากนั้นเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น อาจจะเริ่มพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียมในลำดับถัดมาได้
SHARE