https://www.singhaestate.co.th/th/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97

12312312

Singha Estate

บริษัท สิงห์ เอสเตท
จำกัด (มหาชน)

มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Singha Estate Public Company Limited” (เดิมชื่อ บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ในชื่อเดิมว่า “บริษัท พาณิชย์ภูมิพัฒนา จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านจัดสรรและอาคารชุดพักอาศัย
SCROLL
ต่อมาบริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “RASA”

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 บริษัทฯ ได้รับโอนหุ้นสามัญของ บริษัท สันติบุรี จำกัด (“STB”) จากคุณสันติ ภิรมย์ภักดี และหุ้นสามัญของบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด (“SBF”) จาก บริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด (“SPM”) ซึ่งเป็นการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer) โดยบริษัทฯ ได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของ STB ให้แก่คุณสันติ ภิรมย์ภักดี และเพื่อชำระค่าหุ้นสามัญของ SBF ให้แก่ SPM และ Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. 1 (“SPMSG”) และในวันเดียวกันนี้ บริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งเปลี่ยนตราของบริษัทฯ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแผนการรวมธุรกิจตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557

1Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว
SCROLL
Singha Estate
1995
TO
2003
  • 2538-2546
  • 2547-2549
  • 2550-2555
  • 2557
  • 2558
  • 2559
  • 2561
14 สิงหาคม 2538
  • ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด และกับบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)
31 มีนาคม 2545
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 10,000,000 บาท เป็น 20,000,000 บาท โดยเรียกชำระแล้วเต็มจำนวน มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท
27 ตุลาคม 2546
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 20,000,000 บาท เป็น 30,000,000 บาท โดยเรียกชำระแล้วเต็มจำนว
30 เมษายน 2547
  • เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท พาณิชย์ภูมิพัฒนา จำกัด เป็นบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 30,000,000 บาท เป็น 375,000,000 บาท เพื่อเตรียมเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนทั่วไปจำนวน 15 ล้านหุ้น และนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากมูลค่าหุ้นละ 100 บาทเป็นหุ้นละ 5 บาท
12 มีนาคม 2549
  • ลดทุนจดทะเบียนจาก 375,000,000 บาท เป็น 300,000,000 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 300,000,000 บาท เป็น 400,000,000 บาท
12 เมษายน 2550
  • เริ่มการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “RASA”
16 มีนาคม 2554
  • เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นสามัญที่ตราไว้ จากมูลค่าหุ้นละ 5 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท
27 เมษายน 2555
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 400,000,000 บาท เป็น 500,000,000 บาท
3 พฤษภาคม 2556
  • ลดทุนจดทะเบียนจาก 500,000,000 บาท เป็น 499,999,986 บาท
7 พฤษภาคม 2556
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 499,999,986 บาท เป็น 599,999,986 บาท
9 มิถุนายน 2557
  • ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด และกับบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)
12 กันยายน 2557
  • ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 4,162,352,331 หุ้น โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,932,405,804 ให้แก่ SPM และ SPM SG เพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด แทนการชำระด้วยเงินสด และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนอีกจำนวน 1,229,946,524 หุ้น ให้แก่นายสันติ ภิรมย์ภักดี เพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของบริษัท สันติบุรี จำกัด แทนการชำระด้วยเงินสด การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ กลุ่มสิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ (ถือหุ้นร้อยละ 99.99 โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด) และนายสันติ ภิรมย์ภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ
  • เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
18 กันยายน 2557
  • เปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จาก “RASA” เป็น “S”
04 เมษายน 2558
  • ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 วันที่ 22 เมษายน 2558 มีมติอนุมัติรายการสำคัญ ประกอบด้วย:
    1. การเข้าลงทุน ในบริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (“เนอวานาฯ”) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านการพัฒนาที่พักอาศัยแนวราบ ภายใต้แบรนด์ “Nirvana” ในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51
    2. การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 2,635,940,054 บาท รวมเป็นทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 7,348,290,786 บาท เพื่อรองรับการลงทุนในเนอวานาฯ และเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) รวมถึงเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ รุ่นที่ 1 (“S-W1”)
    ลงทุนในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51 ในเนอวานาฯ ผ่านการซื้อหุ้นสามัญของเนอวานาฯ จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม โดยบริษัทฯ จะชำระค่าหุ้นดังกล่าวด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของบริษัทฯ (Share Swap) และการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยชำระเป็นเงิน รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 2,091 ล้านบาท
06 มิถุนายน 2558
  • ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนและ S-W1 ให้แก่ ผู้ถือหุ้นเดิม ตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558
08 สิงหาคม 2558
  • ลงทุนในอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส (“ซันทาวเวอร์ส”) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานแฝด เกรด B บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”)
09 กันยายน 2558
  • The Extraordinary General Meeting of Shareholders No. 1/2015, held on September 30, 2015, approved the following transactions:
    1. การลงทุนในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ (Singha Complex) ซึ่งเป็นโครงการอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า (Mixeduse Commercial Complex) บริเวณหัวมุมถนนอโศกมนตรีและเพชรบุรีตัดใหม่ โดยมีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 4,255 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในอนาคต”)
    2. การให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานบางส่วนในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ แก่บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัทย่อย (“กลุ่มบุญรอดฯ”) โดยมีระยะเวลาการเช่า 50 ปี และกำหนดค่าเช่ารวมประมาณ 1,900 ล้านบาท
10 ตุลาคม 2558
  • เปิดตัวโครงการดิ เอส อโศก ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักซัวรี่ บนถนนอโศกมนตรี และเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นภายหลังการรวมธุรกิจ มูลค่าโครงการประมาณ 4,500 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในอนาคต”)
    ลงทุนในกิจการโรงแรม 26 แห่ง ภายใต้แบรนด์ “Mercure” ในสหราชอาณาจักร ผ่านบริษัทร่วมทุน (บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 155 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 8,600 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโรงแรม 26 แห่งได้ในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”)
11 พฤศจิกายน 2558
  • โรงแรมพีพี ไอแลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท (บนเกาะพีพีดอน จังหวัดสุราษฎ์ธานี) เปิดให้บริการวิลล่าโซนใหม่จำนวน 45 หลัง พร้อมสระว่ายน้ำ (สระว่ายน้ำแห่งที่ 2 ของโรงแรม) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและรองรับการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
เมษายน 2559
  • ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2559 วันที่ 26 เมษายน 2559 มีมติอนุมัติรายการที่สำคัญคือ การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 1,624,715,129 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 1,624,715,129 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) รวมเป็นทุนจดทะเบียน 8,973,005,905 บาท
มิถุนายน 2559
  • ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 738,382,027 หุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น ราคาเสนอขาย 5.00 บาทต่อหุ้นสามัญเพิ่มทุน
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วจำนวน 738,382,027 บาท เป็นทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วทั้งสิ้น 6,453,719,295 บาท
กันยายน 2559
  • ลงทุนในกิจการโรงแรม 3 แห่งในสหราชอาณาจักร ผ่านบริษัทร่วมทุน (บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 12 ล้านปอนด์
  • บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อินเตอร์ จำกัด (บริษัทย่อย ร้อยละ 99.99) ในฐานะผู้ให้บริการ เข้าทำสัญญาบริการ (Master Service Agreement) กับ Singha Property Management (Singapore) Pte.Ltd. (ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ) ในฐานะผูว่าจ้าง เพื่อให้บริการบริหารโครงการพัฒนา Tourist facilities บน Emboodhoo Lagoon ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ โดยมีค่าตอบแทนภายใต้สัญญาบริการรวมประมาณ 276 ล้านบาท และบริษัทฯ ได้รับโอกาสในการเข้าลงทุนโดยการรับแบ่งสิทธิสัญญาเช่า และ/หรือ การเช่าช่วงทรัพย์สินในโครงการภายใต้สิทธิในการซื้อหรือลงทุน (Option to Purchase) และ/หรือ สิทธิในการปฏิเสธก่อน (Rights of First Refusal)
พฤศจิกายน 2559
  • ซื้อที่ดินขนาด 2.5 ไร่ บริเวณปากซอยสุขุมวิท 36 ถนนสุขุมวิท (ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ) เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับบน (Super luxury)
ธันวาคม 2559
  • โรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท ดำเนินโครงการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินแล้วเสร็จ และได้เปิดให้บริการวิลล่าจำนวน 100 หลัง (ซึ่งทยอยปิดปรับปรุงระหว่างเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน 2559) ในรูปโฉมใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวและเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของโรงแรม
  • ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 มีมติอนุมัติการลงทุนในบริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (“ไดอิ”)
จากวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ทำให้ในปี 2561 บริษัทฯ มีพัฒนาการที่สำคัญประกอบไปด้วย
เดือนกุมภาพันธ์
  • เปิดตัวโครงการ The ESSE Sukhumvit 36
    บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury โครงการแรกที่ดำเนินการภายใต้การร่วมทุนกับ HKL (Thai Developments) Limited บริษัทย่อยในกลุ่ม Hongkong Land Holdings Limited ในสัดส่วนการร่วมทุน ร้อยละ 51 : 49 โดยมีมูลค่าโครงการกว่า 6,400 ล้านบาท โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 36 ติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีทองหล่อ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ใกล้ย่านธุรกิจที่สำคัญ และแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งนี้ คาดว่าการก่อสร้างโครงการจะแล้วเสร็จและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ประมาณไตรมาส 4 ปี 2563
เดือนมีนาคม
  • อนุมัติเข้าซื้อที่ดินบริเวณถนนรางน้ำ
    คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการเข้าซื้อที่ดินบริเวณถนนรางน้ำ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Affordable Luxury เนื่องจากเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า และสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกจากหลายเส้นทาง แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และเป็นย่านที่มีที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความสนใจจากนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นทำเลที่อยู่ในแผนการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมภายในระยะเวลา 5 ปี ของบริษัทฯ โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีการเติบโตของรายได้เป็นไปตามสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด
เดือนเมษายน
  • ออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ (ESOP-Warrant-3)
    ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 ได้อนุมัติการออกและเสนอขาย “ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ออกและเสนอขายให้แก่กรรมการและพนักงานของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย ครั้งที่ 3 (ESOP-Warrant-3) เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่กรรมการและพนักงาน อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กร
  • โรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย สร้างห้องพักประเภทวิลล่าเพิ่มเติม
    บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างวิลล่าของโรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย เพิ่มเติมอีก 19 หลัง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการใช้บริการห้องพักประเภทวิลล่าเพิ่มมากขึ้น และเป็นการดำเนินการตามนโยบายของบริษัทฯ ในการเพิ่มมูลค่าและยกระดับของสินทรัพย์
เดือนพฤษภาคม
  • บริษัทฯ มีมติลดทุนจดทะเบียนของบริษัท
    ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 วันที่ 25 เมษายน 2561 มีมติอนุมัติรายการที่สำคัญคือ ลดทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 100,000,000 บาท จากเดิมทุนจดทะเบียน จำนวน 10,228,502,526 บาท เป็น 10,128,502,526 บาท โดยการตัดหุ้นสามัญจดทะเบียนที่ยังมิได้นำออกจำหน่ายจำนวน 100,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท ซึ่งเป็นหุ้นที่ออกเพื่อรองรับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัดตามแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate)
  • เปิดตัวโครงการศูนย์เรียนรู้ทางทะเล (Marine Discovery Center) และจัดกิจกรรมโตไวไว (Toh Wai Wai)
    เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability Development หรือ SD) ในเกาะพีพีอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท บริษัทฯ จึงได้มีการดำเนินกิจกรรมโตไวไวเพื่อคืนสมดุลธรรมชาติอย่างครบวงจรจากท้องฟ้าสู่ท้องทะเล ที่มุ่งสร้างความสมดุลในการอยู่ร่วมกันของชุมชน และสิ่งแวดล้อม และถือเป็นการสานต่อโครงการ “พีพีโมเดล” ที่เป็นต้นแบบแผนปะการังแห่งชาติ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวโครงการศูนย์เรียนรู้ทางทะเลที่เป็นศูนย์ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำทางทะเล เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้แก่ชุมชนโดยรอบ ตอบรับกับกลยุทธ์ทางด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ และสอดรับกับ SDGs (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย
เดือนมิถุนายน
  • เข้าลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ท 6 แห่งภายใต้แบรนด์ Outrigger
    บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ท จำนวน 6 แห่งใน 4 ประเทศจากกลุ่ม Outrigger Hotels Hawaii ตามมติคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 235.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ดูรายละเอียดของทรัพย์สินในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”) โรงแรมและรีสอร์ททั้ง 6 แห่งนี้เป็นทรัพย์สินที่มีศักยภาพและอยู่ในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และจะช่วยสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว (Recurring income) ให้แก่กลุ่มบริษัทฯ อีกทั้งเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงในธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท และสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจโรงแรมของกลุ่มบริษัทฯ ที่เน้นการลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว (Tourist destination)
  • บริษัทฯ พร้อมกับพันธมิตรในอาคารซันทาวเวอร์ส ร่วมเปิดแคมเปญ #SeaYouTomorrow
    จากปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ในการรักษาความสมดุลและสร้างความยั่งยืนในทุกชุมชนที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ และพันธมิตรในอาคารซันทาวเวอร์ส จึงได้ร่วมกันเปิดแคมเปญ #SeaYouTomorrow รณรงค์ลดขยะพลาสติก และการคัดแยกขยะที่ถูกต้อง เพื่อลดการสร้างขยะจากเมืองไปสู่ทะเล เนื่องในวันทะเลโลก หรือ World Oceans Day พร้อมจัดกิจกรรมสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ผู้ค้า และประชาชนโดยรอบตึกซันทาวเวอร์สร่วมเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน มุ่งหวังสร้างชุมชนน่าอยู่และเป็นสังคมออฟฟิศต้นแบบ
เดือนสิงหาคม
  • บริษัทฯได้จัดตั้งบริษัทย่อยบริษัท เอส คลาส แมเนจเม้นท์ จํากัด
    และบริษัท เอส พาร์ค พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด จากที่บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญถึง การมุ่งสู่การเป็นผู้นำในตลาด (Strategic Move) และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาพลักษณ์องค์กร (Branding) บริษัทฯ จึงได้มีการลงทุนโดยการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ ด้าน Property Management บริษัท เอส คลาส แมเนจเม้นท์ จํากัด และ ตั้งบริษัทย่อยเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ บริษัท เอส พาร์ค พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด โดยทั้ง 2 บริษัท หลังการจัดตั้งทางบริษัทฯ คาดหวังให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กร โดยเฉพาะด้านศักยภาพในการพัฒนาโครงการ และการบริการ มู่งสู่เป้าหมายของบริษัทที่ได้กำหนดไว้ บริษัทฯเข้าไปร่วมทุน กับ บริษัทฯ Daiwa House บริษัท เอส เรสซิเดนเชียล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (“SRD”) (บริษัทย่อยร้อยละ 99.99) เข้าลงนามในสัญญาร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Luxury บนถนนสุขุมวิท 43 กับ DH Asia Investment Orchid PTE. LTD. ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Daiwa House โดยการร่วมทุนดังกล่าวทำให้บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากความรู้ในการดำเนินธุรกิจของ Daiwa House ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างบ้านสำเร็จรูป เพื่อจะนำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ต่อไปซึ่งสอดรับกับกลยุทธ์องค์กรในการเสาะหาผู้ร่วมทุนที่มีศักยภาพและสอดรับกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Smart M&A) เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพให้กับโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน
  • บริษัทฯ เข้าทำสัญญาบริการ (Master Service Agreement) เพื่อให้บริการพัฒนาโครงการ CROSSROADS Phase 2
    บริษัทฯ เข้าทำสัญญาบริการ (Master Service Agreement) และ สัญญาบริการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจ (Business Development Advisory Service Agreement) กับ Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. เพื่อให้บริการพัฒนาโครงการและให้บริการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับโครงการ CROSSROADS เฟส 2 เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯ มีความชำนาญในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ และค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทฯ โดยที่กลุ่มบริษัทฯ สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แต่เดิมรวมถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้บริหารและบุคลากรในการให้บริการ
เดือนกันยายน
  • บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ “อีส สุขุมวิท 43” คอนโด Low-rise
    แห่งแรกของบริษัทฯ บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ อีส สุขุมวิท 43 เป็นโครงการคอนโดมิเนียม Luxury Low-rise โครงการแรกของบริษัทฯ โดยโครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 43 ไม่มีการสัญจรพลุกพล่านเหมือนกับซอยสุขุมวิทอื่นๆ ให้ความเป็นส่วนตัวสูง แต่ยังอยู่ในพื้นที่ Prime Location ในตัวเมืองย่านพร้อมพงษ์ ใกล้อโศกและทองหล่อ โดยบริษัทฯ มองว่าโครงการดังกล่าวสอดรับกับแผนกลยุทธ์ ในด้านการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค (Best in Class) บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ และรับรู้รายได้ประมาณปลายปี 2563
  • บริษัทฯ เปิดตัวโครงการ "สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส" ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra Luxury
    จากกลยุทธ์ขององค์กรในการพัฒนาให้โครงการของบริษัทฯ เป็นแบรนด์ชั้นนำและที่ดีที่สุด (Strategic Move) ทำให้ทางบริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ Santiburi The Residences ซึ่งเป็นโครงการระดับ Ultra Luxury ในรูปแบบของบ้านสั่งสร้าง โดยมีที่ดินต่อแปลงขนาดตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป พร้อมพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยกว่า 1,250 ตร.ม. ซึ่งโดดเด่นด้วยการออกแบบ และคุณภาพของวัสดุ อีกทั้งยังอยู่ในทำเลศักยภาพในย่านที่อยู่อาศัยระดับบน พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน การเดินทางก็สะดวกสบายในย่าน ถนนประดิษฐ์มนูธรรม โดยโครงการมีมูลค่ามากว่า 5,500 ล้านบาท บริษัทฯ แจ้งปรับราคาแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพแจ้งการปรับราคาแปลงสภาพของหุ้นกู้แปลงสภาพซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า “USD 180,000,000 2.00 percent Standby Letter of Credit Backed Convertible Bonds due 2022” จากเดิม 4.99 บาท เป็น 4.60 บาท เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด และเงื่อนไขหลักของหุ้นกู้ฯ ที่จะต้องมีการปรับราคาแปลงสภาพให้เป็นไปตามราคาอ้างอิง
เดือนตุลาคม
  • อนุมัติการลงทุนพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า
    คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการลงทุนพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า โดยมีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 54,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนรวม 3,695 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ บนถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงและมีการเติบโตของอาคารสำนักงานที่ต้องการขยายพื้นที่ในย่านนี้ แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงมีการคมนาคมที่สะดวกสบาย ใกล้กับจุดขึ้นลงทางด่วน สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และสถานีรถไฟฟ้า BTS โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในด้านรายได้ให้แก่บริษัทฯ และส่งผลให้การลงทุนของบริษัทฯ มีการเติบโตเป็นไปตามสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด (Strong Growth)
  • บริษัทฯ เข้าทำสัญญาบริการด้านการตลาด (Marketing Support Service Agreement) เพื่อให้บริการพัฒนาโครงการ CROSSROADS Phase 2
    บริษัทฯ เข้าทำสัญญาบริการด้านการตลาด (Marketing Support Service Agreement) กับบริษัทย่อยของ Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. เพื่อให้บริการด้านการตลาดสำหรับโครงการ CROSSROADS เฟส 2 เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การตลาดของโครงการ CROSSROADS ทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของโครงการและกลุ่มบริษัทฯ ในภาพรวมและเกิดประสิทธิผลสูงสุด
  • บริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าดำเนินการก่อตั้งทรัสต์ ผ่านบริษัท เอส รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด
    คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้ บริษัท เอส รีท แมเนจเม้นท์ จํากัด เข้าดําเนินการก่อตั้งทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพร์ม โกรท (“SPRIME”) และได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหน่วยทรัสต์ SPRIME ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) โดยหากได้รับการอนุมัติจะส่งผลทำให้สินทรัพย์บางส่วนของบริษัทฯ ลดลงในส่วนของสิทธิการบริหารจัดการอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส แต่จะได้รับเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์การเติบโตตามสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด (Strong Growth)
เดือนพฤศจิกายน
  • บริษัทฯ ได้รับรางวัลจากโครงการ ASEAN CG Scorecard ประจำปี 2561
    บริษัทฯ ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลในโครงการ ASEAN CG Scorecard โดยเป็นบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับผลการประเมินในระดับ TOP2 Most Improved PLCs (Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีพัฒนาการด้าน CG ที่โดดเด่น
เดือนธันวาคม
  • เปิดตัวโครงการ “สิงห์ คอมเพล็กซ์”
    ในวันที่ 12 ธันวาคม บริษัทฯ ได้ทำการเปิดตัว (Grand Opening) โครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นโครงการ Mixed-use ระดับ Luxury แห่งแรกของบริษัทฯ
  • บริษัทฯ ได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ "ดิ เอส อโศก"
    บริษัทฯ ได้เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ โครงการ The Esse Asoke ซึ่งทำให้บริษัทฯ รับรู้รายได้จากโครงการนี้ประมาณ 1,155 ล้านบาทในปีนี้
14 สิงหาคม 2538
  • ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด และกับบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)
31 มีนาคม 2545
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 10,000,000 บาท เป็น 20,000,000 บาท โดยเรียกชำระแล้วเต็มจำนวน มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท
27 ตุลาคม 2546
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 20,000,000 บาท เป็น 30,000,000 บาท โดยเรียกชำระแล้วเต็มจำนว
30 เมษายน 2547
  • เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท พาณิชย์ภูมิพัฒนา จำกัด เป็นบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 30,000,000 บาท เป็น 375,000,000 บาท เพื่อเตรียมเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนทั่วไปจำนวน 15 ล้านหุ้น และนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากมูลค่าหุ้นละ 100 บาทเป็นหุ้นละ 5 บาท
12 มีนาคม 2549
  • ลดทุนจดทะเบียนจาก 375,000,000 บาท เป็น 300,000,000 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 300,000,000 บาท เป็น 400,000,000 บาท
12 เมษายน 2550
  • เริ่มการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “RASA”
16 มีนาคม 2554
  • เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นสามัญที่ตราไว้ จากมูลค่าหุ้นละ 5 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท
27 เมษายน 2555
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 400,000,000 บาท เป็น 500,000,000 บาท
3 พฤษภาคม 2556
  • ลดทุนจดทะเบียนจาก 500,000,000 บาท เป็น 499,999,986 บาท
7 พฤษภาคม 2556
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 499,999,986 บาท เป็น 599,999,986 บาท
9 มิถุนายน 2557
  • ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด และกับบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)
12 กันยายน 2557
  • ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 4,162,352,331 หุ้น โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,932,405,804 ให้แก่ SPM และ SPM SG เพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด แทนการชำระด้วยเงินสด และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนอีกจำนวน 1,229,946,524 หุ้น ให้แก่นายสันติ ภิรมย์ภักดี เพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของบริษัท สันติบุรี จำกัด แทนการชำระด้วยเงินสด การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ กลุ่มสิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ (ถือหุ้นร้อยละ 99.99 โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด) และนายสันติ ภิรมย์ภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ
  • เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
18 กันยายน 2557
  • เปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จาก “RASA” เป็น “S”
04 เมษายน 2558
  • ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 วันที่ 22 เมษายน 2558 มีมติอนุมัติรายการสำคัญ ประกอบด้วย:
    1. การเข้าลงทุน ในบริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (“เนอวานาฯ”) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านการพัฒนาที่พักอาศัยแนวราบ ภายใต้แบรนด์ “Nirvana” ในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51
    2. การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 2,635,940,054 บาท รวมเป็นทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 7,348,290,786 บาท เพื่อรองรับการลงทุนในเนอวานาฯ และเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) รวมถึงเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ รุ่นที่ 1 (“S-W1”)
    ลงทุนในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51 ในเนอวานาฯ ผ่านการซื้อหุ้นสามัญของเนอวานาฯ จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม โดยบริษัทฯ จะชำระค่าหุ้นดังกล่าวด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของบริษัทฯ (Share Swap) และการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยชำระเป็นเงิน รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 2,091 ล้านบาท
06 มิถุนายน 2558
  • ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนและ S-W1 ให้แก่ ผู้ถือหุ้นเดิม ตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558
08 สิงหาคม 2558
  • ลงทุนในอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส (“ซันทาวเวอร์ส”) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานแฝด เกรด B บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”)
09 กันยายน 2558
  • The Extraordinary General Meeting of Shareholders No. 1/2015, held on September 30, 2015, approved the following transactions:
    1. การลงทุนในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ (Singha Complex) ซึ่งเป็นโครงการอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า (Mixeduse Commercial Complex) บริเวณหัวมุมถนนอโศกมนตรีและเพชรบุรีตัดใหม่ โดยมีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 4,255 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในอนาคต”)
    2. การให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานบางส่วนในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ แก่บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัทย่อย (“กลุ่มบุญรอดฯ”) โดยมีระยะเวลาการเช่า 50 ปี และกำหนดค่าเช่ารวมประมาณ 1,900 ล้านบาท
10 ตุลาคม 2558
  • เปิดตัวโครงการดิ เอส อโศก ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักซัวรี่ บนถนนอโศกมนตรี และเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นภายหลังการรวมธุรกิจ มูลค่าโครงการประมาณ 4,500 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในอนาคต”)
    ลงทุนในกิจการโรงแรม 26 แห่ง ภายใต้แบรนด์ “Mercure” ในสหราชอาณาจักร ผ่านบริษัทร่วมทุน (บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 155 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 8,600 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโรงแรม 26 แห่งได้ในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”)
11 พฤศจิกายน 2558
  • โรงแรมพีพี ไอแลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท (บนเกาะพีพีดอน จังหวัดสุราษฎ์ธานี) เปิดให้บริการวิลล่าโซนใหม่จำนวน 45 หลัง พร้อมสระว่ายน้ำ (สระว่ายน้ำแห่งที่ 2 ของโรงแรม) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและรองรับการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
เมษายน 2559
  • ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2559 วันที่ 26 เมษายน 2559 มีมติอนุมัติรายการที่สำคัญคือ การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 1,624,715,129 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 1,624,715,129 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) รวมเป็นทุนจดทะเบียน 8,973,005,905 บาท
มิถุนายน 2559
  • ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 738,382,027 หุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น ราคาเสนอขาย 5.00 บาทต่อหุ้นสามัญเพิ่มทุน
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วจำนวน 738,382,027 บาท เป็นทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วทั้งสิ้น 6,453,719,295 บาท
กันยายน 2559
  • ลงทุนในกิจการโรงแรม 3 แห่งในสหราชอาณาจักร ผ่านบริษัทร่วมทุน (บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 12 ล้านปอนด์
  • บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อินเตอร์ จำกัด (บริษัทย่อย ร้อยละ 99.99) ในฐานะผู้ให้บริการ เข้าทำสัญญาบริการ (Master Service Agreement) กับ Singha Property Management (Singapore) Pte.Ltd. (ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ) ในฐานะผูว่าจ้าง เพื่อให้บริการบริหารโครงการพัฒนา Tourist facilities บน Emboodhoo Lagoon ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ โดยมีค่าตอบแทนภายใต้สัญญาบริการรวมประมาณ 276 ล้านบาท และบริษัทฯ ได้รับโอกาสในการเข้าลงทุนโดยการรับแบ่งสิทธิสัญญาเช่า และ/หรือ การเช่าช่วงทรัพย์สินในโครงการภายใต้สิทธิในการซื้อหรือลงทุน (Option to Purchase) และ/หรือ สิทธิในการปฏิเสธก่อน (Rights of First Refusal)
พฤศจิกายน 2559
  • ซื้อที่ดินขนาด 2.5 ไร่ บริเวณปากซอยสุขุมวิท 36 ถนนสุขุมวิท (ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ) เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับบน (Super luxury)
ธันวาคม 2559
  • โรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท ดำเนินโครงการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินแล้วเสร็จ และได้เปิดให้บริการวิลล่าจำนวน 100 หลัง (ซึ่งทยอยปิดปรับปรุงระหว่างเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน 2559) ในรูปโฉมใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวและเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของโรงแรม
  • ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 มีมติอนุมัติการลงทุนในบริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (“ไดอิ”)
จากวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ทำให้ในปี 2561 บริษัทฯ มีพัฒนาการที่สำคัญประกอบไปด้วย
เดือนกุมภาพันธ์
  • เปิดตัวโครงการ The ESSE Sukhumvit 36
    บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury โครงการแรกที่ดำเนินการภายใต้การร่วมทุนกับ HKL (Thai Developments) Limited บริษัทย่อยในกลุ่ม Hongkong Land Holdings Limited ในสัดส่วนการร่วมทุน ร้อยละ 51 : 49 โดยมีมูลค่าโครงการกว่า 6,400 ล้านบาท โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 36 ติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีทองหล่อ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ใกล้ย่านธุรกิจที่สำคัญ และแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งนี้ คาดว่าการก่อสร้างโครงการจะแล้วเสร็จและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ประมาณไตรมาส 4 ปี 2563
เดือนมีนาคม
  • อนุมัติเข้าซื้อที่ดินบริเวณถนนรางน้ำ
    คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการเข้าซื้อที่ดินบริเวณถนนรางน้ำ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Affordable Luxury เนื่องจากเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า และสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกจากหลายเส้นทาง แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และเป็นย่านที่มีที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความสนใจจากนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นทำเลที่อยู่ในแผนการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมภายในระยะเวลา 5 ปี ของบริษัทฯ โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีการเติบโตของรายได้เป็นไปตามสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด
เดือนเมษายน
  • ออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ (ESOP-Warrant-3)
    ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 ได้อนุมัติการออกและเสนอขาย “ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ออกและเสนอขายให้แก่กรรมการและพนักงานของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย ครั้งที่ 3 (ESOP-Warrant-3) เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่กรรมการและพนักงาน อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กร
  • โรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย สร้างห้องพักประเภทวิลล่าเพิ่มเติม
    บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างวิลล่าของโรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย เพิ่มเติมอีก 19 หลัง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการใช้บริการห้องพักประเภทวิลล่าเพิ่มมากขึ้น และเป็นการดำเนินการตามนโยบายของบริษัทฯ ในการเพิ่มมูลค่าและยกระดับของสินทรัพย์
เดือนพฤษภาคม
  • บริษัทฯ มีมติลดทุนจดทะเบียนของบริษัท
    ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 วันที่ 25 เมษายน 2561 มีมติอนุมัติรายการที่สำคัญคือ ลดทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 100,000,000 บาท จากเดิมทุนจดทะเบียน จำนวน 10,228,502,526 บาท เป็น 10,128,502,526 บาท โดยการตัดหุ้นสามัญจดทะเบียนที่ยังมิได้นำออกจำหน่ายจำนวน 100,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท ซึ่งเป็นหุ้นที่ออกเพื่อรองรับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัดตามแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate)
  • เปิดตัวโครงการศูนย์เรียนรู้ทางทะเล (Marine Discovery Center) และจัดกิจกรรมโตไวไว (Toh Wai Wai)
    เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability Development หรือ SD) ในเกาะพีพีอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท บริษัทฯ จึงได้มีการดำเนินกิจกรรมโตไวไวเพื่อคืนสมดุลธรรมชาติอย่างครบวงจรจากท้องฟ้าสู่ท้องทะเล ที่มุ่งสร้างความสมดุลในการอยู่ร่วมกันของชุมชน และสิ่งแวดล้อม และถือเป็นการสานต่อโครงการ “พีพีโมเดล” ที่เป็นต้นแบบแผนปะการังแห่งชาติ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวโครงการศูนย์เรียนรู้ทางทะเลที่เป็นศูนย์ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำทางทะเล เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้แก่ชุมชนโดยรอบ ตอบรับกับกลยุทธ์ทางด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ และสอดรับกับ SDGs (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย
เดือนมิถุนายน
  • เข้าลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ท 6 แห่งภายใต้แบรนด์ Outrigger
    บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ท จำนวน 6 แห่งใน 4 ประเทศจากกลุ่ม Outrigger Hotels Hawaii ตามมติคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 235.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ดูรายละเอียดของทรัพย์สินในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”) โรงแรมและรีสอร์ททั้ง 6 แห่งนี้เป็นทรัพย์สินที่มีศักยภาพและอยู่ในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และจะช่วยสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว (Recurring income) ให้แก่กลุ่มบริษัทฯ อีกทั้งเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงในธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท และสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจโรงแรมของกลุ่มบริษัทฯ ที่เน้นการลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว (Tourist destination)
  • บริษัทฯ พร้อมกับพันธมิตรในอาคารซันทาวเวอร์ส ร่วมเปิดแคมเปญ #SeaYouTomorrow
    จากปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ในการรักษาความสมดุลและสร้างความยั่งยืนในทุกชุมชนที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ และพันธมิตรในอาคารซันทาวเวอร์ส จึงได้ร่วมกันเปิดแคมเปญ #SeaYouTomorrow รณรงค์ลดขยะพลาสติก และการคัดแยกขยะที่ถูกต้อง เพื่อลดการสร้างขยะจากเมืองไปสู่ทะเล เนื่องในวันทะเลโลก หรือ World Oceans Day พร้อมจัดกิจกรรมสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ผู้ค้า และประชาชนโดยรอบตึกซันทาวเวอร์สร่วมเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน มุ่งหวังสร้างชุมชนน่าอยู่และเป็นสังคมออฟฟิศต้นแบบ
เดือนสิงหาคม
  • บริษัทฯได้จัดตั้งบริษัทย่อยบริษัท เอส คลาส แมเนจเม้นท์ จํากัด
    และบริษัท เอส พาร์ค พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด จากที่บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญถึง การมุ่งสู่การเป็นผู้นำในตลาด (Strategic Move) และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาพลักษณ์องค์กร (Branding) บริษัทฯ จึงได้มีการลงทุนโดยการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ ด้าน Property Management บริษัท เอส คลาส แมเนจเม้นท์ จํากัด และ ตั้งบริษัทย่อยเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ บริษัท เอส พาร์ค พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด โดยทั้ง 2 บริษัท หลังการจัดตั้งทางบริษัทฯ คาดหวังให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กร โดยเฉพาะด้านศักยภาพในการพัฒนาโครงการ และการบริการ มู่งสู่เป้าหมายของบริษัทที่ได้กำหนดไว้ บริษัทฯเข้าไปร่วมทุน กับ บริษัทฯ Daiwa House บริษัท เอส เรสซิเดนเชียล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (“SRD”) (บริษัทย่อยร้อยละ 99.99) เข้าลงนามในสัญญาร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Luxury บนถนนสุขุมวิท 43 กับ DH Asia Investment Orchid PTE. LTD. ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Daiwa House โดยการร่วมทุนดังกล่าวทำให้บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากความรู้ในการดำเนินธุรกิจของ Daiwa House ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างบ้านสำเร็จรูป เพื่อจะนำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ต่อไปซึ่งสอดรับกับกลยุทธ์องค์กรในการเสาะหาผู้ร่วมทุนที่มีศักยภาพและสอดรับกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Smart M&A) เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพให้กับโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน
  • บริษัทฯ เข้าทำสัญญาบริการ (Master Service Agreement) เพื่อให้บริการพัฒนาโครงการ CROSSROADS Phase 2
    บริษัทฯ เข้าทำสัญญาบริการ (Master Service Agreement) และ สัญญาบริการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจ (Business Development Advisory Service Agreement) กับ Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. เพื่อให้บริการพัฒนาโครงการและให้บริการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับโครงการ CROSSROADS เฟส 2 เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯ มีความชำนาญในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ และค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทฯ โดยที่กลุ่มบริษัทฯ สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แต่เดิมรวมถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้บริหารและบุคลากรในการให้บริการ
เดือนกันยายน
  • บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ “อีส สุขุมวิท 43” คอนโด Low-rise
    แห่งแรกของบริษัทฯ บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ อีส สุขุมวิท 43 เป็นโครงการคอนโดมิเนียม Luxury Low-rise โครงการแรกของบริษัทฯ โดยโครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 43 ไม่มีการสัญจรพลุกพล่านเหมือนกับซอยสุขุมวิทอื่นๆ ให้ความเป็นส่วนตัวสูง แต่ยังอยู่ในพื้นที่ Prime Location ในตัวเมืองย่านพร้อมพงษ์ ใกล้อโศกและทองหล่อ โดยบริษัทฯ มองว่าโครงการดังกล่าวสอดรับกับแผนกลยุทธ์ ในด้านการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค (Best in Class) บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ และรับรู้รายได้ประมาณปลายปี 2563
  • บริษัทฯ เปิดตัวโครงการ "สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส" ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra Luxury
    จากกลยุทธ์ขององค์กรในการพัฒนาให้โครงการของบริษัทฯ เป็นแบรนด์ชั้นนำและที่ดีที่สุด (Strategic Move) ทำให้ทางบริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ Santiburi The Residences ซึ่งเป็นโครงการระดับ Ultra Luxury ในรูปแบบของบ้านสั่งสร้าง โดยมีที่ดินต่อแปลงขนาดตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป พร้อมพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยกว่า 1,250 ตร.ม. ซึ่งโดดเด่นด้วยการออกแบบ และคุณภาพของวัสดุ อีกทั้งยังอยู่ในทำเลศักยภาพในย่านที่อยู่อาศัยระดับบน พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน การเดินทางก็สะดวกสบายในย่าน ถนนประดิษฐ์มนูธรรม โดยโครงการมีมูลค่ามากว่า 5,500 ล้านบาท บริษัทฯ แจ้งปรับราคาแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพแจ้งการปรับราคาแปลงสภาพของหุ้นกู้แปลงสภาพซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า “USD 180,000,000 2.00 percent Standby Letter of Credit Backed Convertible Bonds due 2022” จากเดิม 4.99 บาท เป็น 4.60 บาท เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด และเงื่อนไขหลักของหุ้นกู้ฯ ที่จะต้องมีการปรับราคาแปลงสภาพให้เป็นไปตามราคาอ้างอิง
เดือนตุลาคม
  • อนุมัติการลงทุนพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า
    คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการลงทุนพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า โดยมีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 54,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนรวม 3,695 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ บนถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงและมีการเติบโตของอาคารสำนักงานที่ต้องการขยายพื้นที่ในย่านนี้ แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงมีการคมนาคมที่สะดวกสบาย ใกล้กับจุดขึ้นลงทางด่วน สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และสถานีรถไฟฟ้า BTS โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในด้านรายได้ให้แก่บริษัทฯ และส่งผลให้การลงทุนของบริษัทฯ มีการเติบโตเป็นไปตามสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด (Strong Growth)
  • บริษัทฯ เข้าทำสัญญาบริการด้านการตลาด (Marketing Support Service Agreement) เพื่อให้บริการพัฒนาโครงการ CROSSROADS Phase 2
    บริษัทฯ เข้าทำสัญญาบริการด้านการตลาด (Marketing Support Service Agreement) กับบริษัทย่อยของ Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. เพื่อให้บริการด้านการตลาดสำหรับโครงการ CROSSROADS เฟส 2 เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การตลาดของโครงการ CROSSROADS ทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของโครงการและกลุ่มบริษัทฯ ในภาพรวมและเกิดประสิทธิผลสูงสุด
  • บริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าดำเนินการก่อตั้งทรัสต์ ผ่านบริษัท เอส รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด
    คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้ บริษัท เอส รีท แมเนจเม้นท์ จํากัด เข้าดําเนินการก่อตั้งทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพร์ม โกรท (“SPRIME”) และได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหน่วยทรัสต์ SPRIME ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) โดยหากได้รับการอนุมัติจะส่งผลทำให้สินทรัพย์บางส่วนของบริษัทฯ ลดลงในส่วนของสิทธิการบริหารจัดการอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส แต่จะได้รับเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์การเติบโตตามสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด (Strong Growth)
เดือนพฤศจิกายน
  • บริษัทฯ ได้รับรางวัลจากโครงการ ASEAN CG Scorecard ประจำปี 2561
    บริษัทฯ ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลในโครงการ ASEAN CG Scorecard โดยเป็นบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับผลการประเมินในระดับ TOP2 Most Improved PLCs (Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีพัฒนาการด้าน CG ที่โดดเด่น
เดือนธันวาคม
  • เปิดตัวโครงการ “สิงห์ คอมเพล็กซ์”
    ในวันที่ 12 ธันวาคม บริษัทฯ ได้ทำการเปิดตัว (Grand Opening) โครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นโครงการ Mixed-use ระดับ Luxury แห่งแรกของบริษัทฯ
  • บริษัทฯ ได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ "ดิ เอส อโศก"
    บริษัทฯ ได้เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ โครงการ The Esse Asoke ซึ่งทำให้บริษัทฯ รับรู้รายได้จากโครงการนี้ประมาณ 1,155 ล้านบาทในปีนี้

01
ภาพรวม
02
แบรนด์
03
ประวัติบริษัท
04
วิสัยทัศน์และพันธกิจ
05
สารจากประธานกรรมการ
06
คณะกรรมการ
07
โครงสร้างการจัดการ
08
ประวัติความเป็นมา