https://www.singhaestate.co.th:443/S-Blog/detail/S-Blog-02


BACK
21 Aug 2019

Mixed Used ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

ทุกครั้งเวลาที่เราจะลงทุนทำธุรกิจสักอย่าง สิ่งหนึ่งที่เราต้องใส่ใจและให้ความสนใจอย่างมากเลยก็คือ “ความต้องการของผู้บริโภค” เพื่อที่เราจะได้ออกแบบสินค้าและบริการได้ตอบโจทย์ ยิ่งเราตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสามารถเก็บค่าเช่าหรือขายได้ราคาแพง ก็จะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งแน่นอนว่าการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จำเป็นที่จะต้องสนใจความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าผู้บริโภคเริ่มมองหาความสะดวกสบายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถ้ามองย้อนไปในอดีตเราจะเห็นโครงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น เช่น สร้างโครงการบ้านเดี่ยว สร้างคอนโดมิเนียม พัฒนาโรงแรม พัฒนาห้างสรรพสินค้าหรืออาคารสำนักงาน แต่ถ้าเรามองที่ความต้องการของผู้บริโภค ผู้บริโภคไม่ได้มีความต้องการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคหนึ่งคนต้องการทั้งที่ทำงาน ที่พักเพื่อเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ เอาไว้ด้วยกัน

ประกอบกับที่ดินที่ทำเลดีดี ใจกลางแหล่งธุรกิจต่าง ๆ ราคาสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยอัตราความเร็วที่สูงมาก ทำให้คนที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องคิดตลอดเวลาว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรให้ได้มากที่สุดจากที่ดินผืนดังกล่าว จะทำอย่างไรให้ปล่อยเช่าได้ราคาสูง และขายได้ราคาแพง ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use)

โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) คือ โครงการที่รวมอสังหาริมทรัพย์สำหรับการอยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ทั้งอาคารสำนักงานและห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ทำให้โครงการมิกซ์ยูสตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงประเด็น โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ใจกลางเมือง เพราะมีทั้งโครงการที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร รวมถึงสาขาของธนาคารต่าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งถือเป็นโครงการอีกรูปแบบหนึ่งที่คนประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องการสร้างเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค

ซึ่งหัวใจของการทำโครงการมิกซ์ยูส(Mixed-use) เลยก็คือ “ทำเล” ควรจะเป็นที่ดินที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และต้องมีระบบรางเพื่อสามารถนำผู้คนจำนวนมากเข้ามาได้ง่าย มีถนนใหญ่ตัดเข้าถึงเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถยนต์ ตัวอย่างของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าข่ายประเภทโครงการดังกล่าวที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากทาง บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด ( มหาชน) และมีทำเลที่ดีก็คือ “สิงห์ คอมเพล็กซ์” ที่มีมูลค่าโครงการสูงกว่า 4,000 ล้านบาท เป็นการรวมอาคารสำนักงานเกรดเอ กับคอนโดมิเนียมที่สูงมากกว่า 54 ชั้น จำนวน 421 ห้อง และชั้นล่างก็เป็นศูนย์การค้าที่มีร้านอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่ตั้งบริเวณสี่แยกอโศก-เพชรบุรี ติดกับ รถไฟฟ้า MRT เพชรบุรี สามารถเดินทางได้ทั้งระบบรางและรถยนต์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) เองก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน เนื่องจากที่โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายทั้งการอยู่อาศัย เชิงการพาณิชย์ ซึ่งแน่นอนว่าลักษณะในการสร้าง รวมถึงกลุ่มคนที่จะเข้ามาใช้งานโครงการมีหลากหลายและความต้องการที่ไม่เหมือนกัน

ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในโซนอยู่อาศัยก็มักจะต้องการความเงียบสงบเป็นหลัก ซึ่งความเงียบสงบนั้นไม่สามารถหาได้จากในโซนที่ทำการพาณิชย์เลย เพราะจะมีคนเข้า-ออก ตลอดทั้งวัน ความท้าทาย คือ จะออกแบบโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) อย่างไรให้ 2 โซนนี้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้จะอยู่บนที่ดินผืนเดียวกัน ซึ่งอาจจะมีการออกแบบระบบเข้า-ออกโครงการ ที่จอดรถ รวมถึงระบบสัญจรของผู้คนอย่างลิฟต์โดยสารต่าง ๆ ให้แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ผู้คนที่มีความแตกต่างกันภายใต้พื้นที่โครงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดียวกัน

หลังจากนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เราจะได้เห็นโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) ใดบ้างที่จะมาตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคสมัยใหม่ เตรียมรอติดตามโครงการดี ๆ จาก Singha Estate กันได้เลย

SHARE