https://www.singhaestate.co.th:443/S-Blog/detail/S-Blog-01


BACK
20 Aug 2019

อยากรวยด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำอย่างไรได้บ้าง ?

ในแวดวงการทำธุรกิจ ธุรกิจที่ได้รับความนิยมที่คนให้ความสนใจมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคงหนีไม่พ้นกลุ่ม “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงเลยทำให้ถ้าใครสามารถทำให้ประสบความสำเร็จก็จะเห็นผลตอบแทนที่เป็นน้ำเป็นเนื้อนั่นเอง สำหรับใครที่สนใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บทความนี้มีแนวทางในการลงมือเริ่มต้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาฝากกัน

1. นายหน้า

             โดยส่วนใหญ่สำหรับคนที่ไม่ได้มีเงินลงทุนอะไรมากมาย ก็มักจะมาเริ่มต้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กันที่การเป็น “นายหน้า” กันเป็นหลัก หน้าที่ของนายหน้า คือ เป็นตัวกลางระหว่างคนที่ต้องการซื้อและคนที่ต้องการขาย โดยการพา คนนี้มาเจอกัน แล้วถ้าเกิดการทำธุรกรรมซื้อขายกันจริงก็จะได้ผลตอบแทนที่เรียกว่า “ค่านายหน้า” หรือ “ค่าคอมมิชชั่น” โดยทั่วไปแล้วค่านายหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 3ของราคาที่ทำการซื้อขายกัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างนายหน้าและผู้ขาย

            ซึ่งคนที่จะจ่ายค่านายหน้าให้กับเรานั้น ส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ต้องการขายเป็นหลัก เพราะนายหน้าเปรียบเสมือนกับเป็นพนักงานขายให้กับผู้ขายนั่นเอง การเป็นนายหน้าเป็นที่นิยมอย่างมากเพราะเริ่มต้นง่าย แต่ทั้งหมดอยู่ที่ความสามารถในการหาผู้ซื้อของแต่ละบุคคล ยิ่งเราหาคนซื้อได้เก่งมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีโอกาสปิดดีลได้เยอะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

2. ลงทุนปล่อยเช่า

            สำหรับคนที่มีเงินลงทุนประมาณหนึ่ง วิธีที่ได้รับความนิยมในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เลยก็คือ การลงทุนแบบ “ปล่อยเช่า” วิธีการเริ่มต้นก็คือ การที่เราเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์สักที่หนึ่งที่อาจจะเป็น คอนโด ห้อง หรือเป็นบ้านสักหลัง แล้วสามารถนำไปแบ่งเช่าตีกั้นผนังห้องเป็นหอพัก หรือถ้าใครมีทุนมากขึ้นอาจจะลงทุนสร้างหอพักเองก็เป็นได้ ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะมาจากการที่มีผู้เช่าเข้ามาเช่าอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ของเรานั่นเอง

            การลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบปล่อยเช่าถือเป็นได้เป็นการลงทุนที่สร้าง “รายได้จากสินทรัพย์ (Passive Incomes)” ได้ดีที่สุดทางหนึ่ง เป็นวิธีที่หลาย คนให้นิยามกับวิธีนี้ว่าเป็นการหาเงินแบบเสือนอนกินนั่นเอง แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่มากกว่าการเป็นแค่นายหน้าเฉย เพราะในกรณีของนายหน้านั้น ถ้าเราไม่สามารถพาคนที่ต้องการซื้อกับผู้ขายมาเจอกันได้ อาจจะมีเสียแค่เพียงค่าเดินทางที่เป็นต้นทุนในการดำเนินการเท่านั้น แต่ในกรณีลงทุนปล่อยเช่า ถ้าเราหาผู้เช่าไม่ได้ เราจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” ที่เป็นรายจ่ายหลักของการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบปล่อยเช่าเลย ดังนั้น ก่อนลงทุนทุกครั้งต้องวิเคราะห์ด้วยว่า “ผู้เช่า” เราเป็นใคร คู่แข่งในละแวกนั้นเป็นใคร ราคาขายของเราแข่งขันได้มั้ย และคุณภาพสู้ได้หรือเปล่าด้วยเสมอ

3. ลงทุนซื้อมาขายไป

            วิธีสุดท้ายที่นิยมทำกันก็คือการ “ซื้อมาขายไป” เป็นวิธีที่ช่วยสร้างผลตอบแทนต่อเงินลงทุนได้สูงที่สุด ใช้ความรู้ความเข้าใจในการทำอสังหาริมทรัพย์มากกว่าวิธีอื่น และแน่นอนว่าความเสี่ยงก็มากกว่าด้วยเช่นกัน หลักการที่ง่ายที่สุด เช่น การเข้าจองซื้อช่วง Pre-Sale ส่วนใหญ่ช่วงนี้คอนโดต่าง จะมีส่วนลดพิเศษ ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เราคุ้นเคยที่เค้าเรียกกันว่า “ซื้อใบจอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีในการลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่หลายคนนิยมทำเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เราจะเสียแค่เพียงค่าใบจองทำสัญญาเท่านั้น ราคาไม่กี่หมื่นบาท จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ถ้าเรายังถือใบจองอยู่เราก็จะต้องเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “การผ่อนดาวน์” แต่ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาเก็งกำไรใบจองมักจะพยายามขายใบจองต่อให้กับคนอื่นโดยการบวกราคาจากใบจองเพิ่มขึ้นไป สมมติว่าเราซื้อใบจองมาในราคา 50,000 บาท แล้วตอนขายใบจองขายได้ 100,000 บาท นั่นแปลว่าการลงทุนนี้เราได้กำไรสูงถึง 100% ภายในช่วงระยะเวลาสั้น เลยทีเดียว และในหลาย ครั้งก็มีคนที่สามารถทำกำไรจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะนี้ได้มากกว่า 500ด้วยเช่นกัน

แต่การลงทุนใบจองนั้นถือว่าเป็นการลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าเราไม่สามารถขายใบจองได้ทัน และเราไม่อยากให้เงินจองเราสูญเปล่าไป เราก็จะต้องเข้าสู่ช่วงผ่อนดาวน์ แน่นอนว่าช่วงนี้ยังไม่สามารถใช้บริการธนาคารได้ ต้องใช้เงินลงทุนของตัวเองเป็นหลัก แล้วถ้าเราซื้อใบจองพร้อมกันหลาย ใบ นั่นแปลว่า เราต้องเข้าสู่ช่วงผ่อนดาวน์พร้อม กัน จะทำให้เราต้องใช้เงินลงทุนที่มากเลยทีเดียว

            หรืออีกวิธีที่สามารถทำได้ในวงการการลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือ การที่เราเข้าซื้อบ้านสักหลัง คอนโดสักห้องแล้วจากนั้นก็มาทำการ “เพิ่มมูลค่า” ด้วยการรีโนเวทใหม่ เพื่อปล่อยขายต่ออีกทอดหนึ่ง วิธีนี้จะช่วยทำให้เราสามารถขายในราคาที่สูงขึ้นได้ ผลตอบแทนจากการลงทุนก็ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนแบบปล่อยเช่าหรือเป็นเพียงนายหน้าเท่านั้น แต่วิธีนี้ต้องอาศัยความรู้ทางการออกแบบ ความรู้ในการเจรจากับช่างที่มาติดตั้งและพัฒนาตามแบบของเรา ยิ่งเราสามารถควบคุมเองได้ก็จะช่วยลดต้นทุนในการลงทุนได้เป็นอย่างดี

SHARE